วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 10


สิ่งที่ได้เรียนรู้

1. การเขียนโครงการ
     - องค์ประกอบของโครงการ
     - ลักษณะของโครงการ
2. รายงานวิชาการ
     - ขั้นตอนการทำรายงานวิชาการ
     - องค์ประกอบการทำรายงานวิชาการ
     - หลักการเขียนรายงานวิชาการ

ความรู้ที่ได้รับ

    1. ลักษณะของโครงงาน 
        - ต้องมีระบบ
        - ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
        - ต้องเป็นการดำเนินงานในอนาคต
        - มีการกำหนดระยะเวลาเเน่นอน
        - ต้องมีลักษณะเป็นงานเร่งด่วน
        - ต้องมีต้นทุนการผลิตต่ำ
        - เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน
      1.2 องค์ประกอบของโครงการ
         - ชื่อโครงการ
         - หน่วยงานที่รับชอบ
         - หลักการเเละเหตุผล
         - วัตถุประสงค์ของโครงการ
        - เป้าหมายของโครงการ
     2. รายงานวิชาการ หมายถึง ข้อเขียนที่เกิดจากผลของการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้า เเละมีการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมทั้งเสนอเเนะความคิดเห็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
      2.1 ขั้นตอนการทำรายงานวิชาการ
       - พิจารณาวัตถุประสงค์
       - กำหนดหัวเรื่อง
       - ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดขอบเขต
       - รวบรวมเเละบันทึกข้อมูล
       - วิเคราะห์ข้อมูล (อ่าน ตีความ ขยายความ วิเคราะห์เเละสรุป)
       - เชื่อมโยงข้อมูลให้สัมพันธ์
       - เรียบเรียงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
       - ตรวจสอบความถูกต้อง
       - จัดรูปเล่มให้เหมาะสม
      2.2 องค์ประกอบของรายงานวิชาการ
       - ชื่อเรื่อง - บทนำ
       - ชื่อผู้ทำรายงาน  - เนื้อหา 
       - คำนำ - สรุป
       - สารบัญ  - บรรณานุกรม
ส่วนประกอบส่วนนำ
-ปกนอก
      ส่วนบน  จะเป็นชื่อเรื่องของรายงาน
      ส่วนกลาง จะเป็นชื่อผู้จัดทำ เลขที่ ของผู้จัดทำ
      ส่วนล่าง เป็นส่วนของ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานั้นๆ
- ใบรองปก
- ปกใน  จะเป็นกระดาษขาวว่างเปล่าทั้งหน้า
- คำนำ   เขียนไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ กล่าวจุดประสงค์การทำสาระสำคัญ กล่าวขอบคุณให้ความ  อนุเคราะห์ ท้ายคำนำลงชื่อตัวเอง จากนั้นลงวัน เดือน ปี ในบรรทัดต่อมา เเละที่สำคัญไม่ควรออกตัวในข้อบกพร่อง เช่น ถ้ามีข้อบกพร่องในส่วนใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ไม่ควรจะเขียน
- สารบัญ  จะเขียนไว้ตรงกลางหน้ากระดาษด้านบน ชื่อเรื่องจะอยู่ด้านซ้ายของกระดาษ(หัวข้อย่อยจะเขียนย่อหน้าเข้ามา) เลขหน้าเขียนไว้ด้านขวาของกระดาษ เเละสุดท้ายใส่บรรณานุกรมไว้ท้ายสุด
-   ส่วนเนื้อหา
     บทนำเรื่อง
     ส่วนเนื้อหา
     บทสรุป
- ส่วนท้าย
    บรรณานุกรม
    ภาคผนวก
    อธิธานศัพท์     ส่วนมากในปัจจุบันไม่นิยมเขียนไว้ในรายงาน
    ดรรชนี             ส่วนมากในปัจจุบันจะไม่นิยมเขียนไว้ในรายงาน


 ข้อเสนอเเนะ

        อยากให้มีเวลาเรียนมากกว่านี้ การเรียนการสอนกำลังเข้าใจได้ง่าย เเละยังสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการเรียนปัจจุบันได้อีกด้วย

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 9


สิ่งที่ได้เรียนรู้

1. ระเบียบงานสารบรรณ และการเขียนหนังสือราชการ    
     1.1 หน้าที่งานสารบรรณ           
            - การจัดทำ   การรับ   การส่ง   การเก็บรักษา    การยืม   การทำลาย
2. การจัดทำสำเนา      
     2.1 สำเนาคู่ฉบับ             
               - จัดทำพร้อมต้นฉบับ เก็บไว้กับเจ้าของเรื่อง ผู้ร่าง ผู้พิมพ์ ผู้ตรวจ ลงชื่อไว้ด้านล่างของหนังสือ             
     2.2  สำเนา                   
                       -  มีคำรับรองว่าสำเนาถูกต้อง เจ้าหน้าที่ระดับ 2 ขึ้นไป รับรองสำเนาเก็บไว้
ชนิดของหนังสือราชการ       
          -หนังสือภายนอก                -หนังสือภายใน  

             -หนังสือประทับตรา               -หนังสือสั่งการ            
-หนังสือประชาสัมพันธ์
    3.1 ปัญหาในการเขียนหนังสือราชการ             - ความคิด                 
          - ยืดยาว เยิ่นเย้อ             - รู้เรื่องคนเดียว        
          - ขาดการประเมิน    

     3.2 หลักการเขียนเนื้อหา              - ปัญหา                
              - ข้อเท็จจริง           - ข้อพิจารณา   
           - ข้อเสนอ

4. การเขียนรายงานการประชุม     
     4.1 ปัญหาในการเขียนรายงานการประชุม      
     4.2  ประโยชน์ของรายงานการประชุม
 ความรู้ที่ได้รับ

    การเขียนรายงานการประชุมข้าราชการเขียนได้ดังนี้
รายงานการประชุม................(ชื่อหน่วยงาน)
ครั้งที่.......
เมื่อวันที่..........
ณ......
ผู้มาประชุม......(ผู้มีสิทธิในการประชุมครั้งนั้น)
ผู้ไม่มาประชุม.......
ผู้เข้าร่วมประชุม.......
เริ่มประชุมเวลา.......
ประธานกล่าวเปิดการประชุม.......
ระเบียบวาระที่ 1 (เรื่อง ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ)
           วิธีการเรียนวาระที่ 1
                   หัวข้อเรื่อง
                   บุคคลนำเข้า
                   เนื้อหา
                   บทสรุป ที่ประชุมรับทราบ
 ระเบียนวาระที่ 2 (เรื่อง การรับรองรายงานการประชุมประธานมีหน้าที่นำการประชุม)
           วิธีการเขียน
                  ประธานได้เสนอร่างรายงานการประชุมครั้งที่........เมื่อวันที่..............ให้ที่ประชุมพิจารณา
                  ที่ประชุมพิจารณาแล้วรับรองรายงานการประชุม โดยไม่มีการแก้ไข หรือ แก้ไขดังนี้......................................................
 ระเบียบวาระที่ 3 (เรื่อง ที่เสนอให้ที่ประชุมทราบ เลขานุการมีหน้าที่นำการประชุม) เรื่องที่นำเข้ามีดังนี้
            - รายงานผลการปฎิบัติงานที่สืบเนื่องจากการประชุมคร้งที่แล้ว
            -  เรื่องที่สำคัญ หรือ บุคลากรต้องปฎิบัติ
           - เรื่องที่น่าสนใจ
 ระเบียบวาระที่ 4 (เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา เลขานุการมีหน้าที่นำเสนอการประชุม)
            วิธีการเขียน
                  หัวข้อเรื่อง
                  ผู้นำเข้า
                  เนื้อหาให้ประกอบด้วย
                       - ประเด็นปัญหา และ ผลกระทบ
                       - ข้อเท็จจริง
                       -  ข้อคิดเห็น
                       -  ข้อเสนอ
                        -  มติที่ประชุม
 ระเบียบวาระที่ 5 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)
           - เป็นเรื่องด่วนและสำคัญ
           - เกิดขึ้นหลังจากที่ออกหนังสือเชิญร่วมประชุมไปแล้ว
          -  เรื่องแจ้งทราบ  พิจารณารับรองราบงานการประชุม และนัดหมายเป็นเรื่องด่วน และสำคัญ
 ประธานกล่าวปิดการประชุม..................
เลิกประชุมเวลา..............
                                                          ............................................

                                                           (ผู้จดรายงานการประชุม)
ข้อเสนอเเนะ

          การเรียนครั้งนี้ได้รับความรู้เป็นอย่างมาก เเละสนุกสนานในการเรียน เป็นการเรียนการสอนที่ไม่น่าเบื่อ เเละยังได้ความรู้ความเข้าใจอีกด้วย 

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่8


สิ่งที่ได้เรียนรู้

1. การเขียนเชิงกิจธุระ

              -      การเขียนแบบฟอร์ม     

              -       จดหมายกิจธุระ

              -    จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายที่เขียนเผยแพร่ต่อสาธารณะชน

              -     จดหมายราชการหรือหนังสือ

               -     การเขียนประกาศ
2. การเขียนจดหมายธุรกิจ ส่วนใหญ่การเขียนประเภทนี้จะมีเรื่องของเงิน สินค้า กำไรและขาดทุน เข้ามาเกี่ยวข้อง

ประกาศทางราชการ   มักจะมีข้อความที่ค่อนข้างยาว และเกี่ยวเนื่องด้วยกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ และหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาค่อนข้างเป็นทางการ รัดกุม มีลักษณะคล้ายหนังสือราชการทั่วๆไป

ประเภทของจดหมาย

1. จดหมายส่วนตัว : จดหมายถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง

2. จดหมายกิจธุระ : จดหมายลาป่วย ลากิจ

3. จดหมายธุรกิจ : จดหมายติดต่อเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ

4.  หนังสือราชการ : เอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับราชการ

การเขียนหัวข้อต่างๆในจดหมายธุกิจ    

-    หัวจดหมาย : ชื่อและที่อยู่ของบริษัท ห้างร้าน มักนิยมพิมพ์เป็นหัวกระดาษจดหมายสำเร็จรูป   

 -    วันเดือนปี : มักระบุเพียงเลขวันที่ ชื่อเดือน ปี พ.โดยไม่ต้องใส่คำว่า “วันที่  เดือน  และปี  

  -     เรื่อง : เขียนสั้นๆกะทัดรัดได้ใจความ    

-      คำขึ้นต้น : มักใช้คำว่า “เรียน   

 -      ข้อความ : มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้าแรกจะกล่าวถึงเหตุที่มีจดหมายไป ย่อหน้าถัดมาจะแจ้งความประสงค์ หรือสิ่งที่ต้องการให้ปฏิบัติ หรือรายละเอียด  

  -      คำลงท้าย : มักใช้คำว่า “ขอแสดงความนับถือ   

 -      ลายเซ็นหรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย  

  -      ชื่อเดิมของผู้ลงนามในจดหมายโดยระบุอยู่ในวงเล็บ   

 -      ตำแหน่งของผู้ลงนามในจดหมาย    

-      อักษรย่อของผู้ลงนามหรือผู้พิมพ์ : นำพยัญชนะต้นของชื่อผู้ลงนามและผู้พิมพ์และพยัญชนะต้นของผู้สกุลมาย่อแล้วเขียนไว้ เช่น ศิวสุดา วิศรายุธยา ก็เขียนว่า “ศว     

-     สิ่งที่ส่งมาด้วย : ระบุเอกสารหรือสิ่งที่ส่งไปพร้อมจดหมาย

ความรู้ที่ได้รับ

1. ถ้าเพื่อนยืมเงิน 50 บาท เราสามารถทำสัญญาได้และสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายหากเราไม่ได้รับการคืนเงิน
 2. ความแตกต่างระหว่างจดหมายกิจธุระและจดหมายธุระกิจ คือ จดหมายธุระกิจจะมีเรื่องของเงิน สินค้า กำไรและขาดทุน เข้ามาเกี่ยวข้อง
3. ความแตกต่างระหว่างองค์การและองค์กร องค์การจะมีรูปแบบที่ใหญ่กว่าองค์กร
4. ความระมัดระวังในการลงลายมือชื่อและการเขียนตัวเลขในแบบฟอร์มสัญญา

ข้อเสนอแนะ


        เนื้อหาเยอะและค่อนข้างยาก ทำให้สับสนในการเรียน

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่7

สิ่งที่ได้เรียนรู้
การเขียนกวีนิพนธ์ 
    คือ ถ้อยคำสื่อสารอันอาจเป็นสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพพจน์เพื่อให้อ่านเกิดจิตนาการ
1. คำสัมผัสคล้องจอง คือ พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสระหรือเสียงของพยัญชนะ หากคล้องจองด้วยเสียงสระเรียกสัมผัสสระ หากคล้องจองด้วยเสียงพยัญชนะจะเรียกว่า"สัมผัสอักษร"
2. สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคเเะนอกบท
3. สัมผัสใน คือ สัมผัสในวรรคเดียวกัน มีทั้งสัมผัมสระเเละสัมผัสอักษร
4. คำไวพพจน์ คือ คำที่มีความหมายอย่างเดียวกันหรือคำพ้องความหมาย
5. คำเอก คำโท
    - คำเอก คือ คำที่มีรูปเอก (บังคับในโคลงสี่สุภาพ)
    - คำโท คือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์โท
การใช้คำคล้องจอง เป็นลักษณะหนึ่งของการเขียนบทร้อยกรอง ทำให้เกิดความไพเราะและมีความหมายคำคล้องจองที่ใช้สระตัวเดียวกัน
กาพย์ยานี11
       หมายถึง คำประพันธ์ชนิดหนึ่งที่มีการกำหนดคณะพยางค์เเละสัมผัสเช่นเดียวกับฉันท์ แต่ไม่บังคับครุ-ลหุ
ตัวอย่างกาพย์ยานี ๑๑
  
นิยมเเต่งในการพรรณา ดำเนินเรื่องอย่างช้าๆ ลักษณะบังคับมี คณะสัมผัส
สิ่งที่ประทับใจ
     เรื่องที่จะเรียกได้ว่าเป็นวรรณคดีจะต้องได้รับความยอมรับจากคนในท้องถิ่นหรือผู้คนในสมัยนั้นๆ ว่ามีความไพเราะ จึงจะเรียกได้ว่าเรื่องนั้นเป็นวรรณคดี

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่6


สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้

    ได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่อง
- ความงามทางภาษา
- โวหาร-ภาพพจน์
- ความหมายของโหาร

 ประเภทของโวหาร

1. บรรยายโวหาร

       คือ โวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจน
       ความรู้ต่าง ๆ  อย่างละเอียด
2. อธิบายโวหาร 
       คือ โวหารที่ทำให้ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งกระจ่างชัดเจนขึ้น มักใช้ ในงานเขียนทาง
        วิชาการ และตำรับตำราต่าง ๆ
3. พรรณนาโวหาร 
       คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   
       สอดแทรกอารมณ์    ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจ   ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  เกิดอารมณ์
       คล้อยตามไปด้วย
4.  อุปมาโวหาร
       คือ โวหารที่กล่าวเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึก 
       หรือเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
5.  สาธกโวหาร 
           คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบการอธิบาย เนื้อหา
           สาระ เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น  สมเหตุสมผล ทำให้ผู้รับสารเข้าใจ 
           เนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ประเภทของภาพพจน์

        อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับโดยใช้คำเชื่อมมีความหมายว่า เหมือน 
        อุปลักษณ์  คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง โดยไม่มีคำเชื่อม มักใช้กับกริยา คือและเป็น
        อธิพจน์  = การกล่าวเกินจริง
        อวพจน์  = การกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง
        สัญลักษณ์ = การเรียกชสิ่งหนึ่งโดยใช้คำอื่นมาแทน
        นามนัย = ลักษณะบางส่วนของสิ่งหนึ่งมากล่าวให้หมายถึงทั้งหมด
        สัทพจน์  = การเลียนเสียงธรรมชาติ
        บุคคลวัต = การขอให้เป็นบุคคล สิ่งต่างๆที่ไม่มีชีวิต ให้มีชีวิต
        ปฎิพจน์  = การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกันมาเข้าคู่กันอย่างกลมกลืน เพื่อสร้างความสะเทือนใจ และให้สารลึกซึ้งกินใจ

ความรู้ใหม่

        อุปมา- ได้เเก่คำว่า ดั่ง ดุจ เปรียบ เหมือน ประหนึ่ง ราว ราวกับ ประเลห์ เฉก เช่น คล้ายกล เล่ห์ ปูน ครุวนา รุหาญ เสมือน 

ข้อเสนอเเนะ 

ชอบวิธีการสอนของอาจารย์ เเละการยกตัวอย่างของเรื่องที่เรียน สนุกและไม่เคลียด